นน

「心の時代」と教育 ~ความลับแห่งจิตใจ~

ในยุคสมัยที่มีวิวัฒนาการต่างๆล้ำหน้า จนเราเดินตามไม่ทัน เพราะความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเจริญที่ดำเนินไปโดยไม่รอใคร และไม่มีใครอยากรอ ด้วยสังคมที่รีบเร่ง เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความละเอียดในการใช้ชีวิตลดลง สิ่งนี้น่าตระหนกไปไม่น้อยกว่าปัญหาโลกร้อน แล้วชีวิตจะหาความสุขได้อย่างไร เพราะความสุขที่แท้จริงนั้นเริ่มต้นที่ใจไม่ใช่หรือ หนังสือเล่มนี้ให้ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับในสังคมจะถูกเปิดเผย เรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

นาย ณัฐชัย สถาวร

เลขที่ 14 ม.5/1

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 23, 2010 at 2:24 pm  ให้ความเห็น  

มาย

แสบกำลังสอง

การ์เน็ตและรูบี้เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน การ์เน็ตเรียบร้อยและมักทำการบ้านและสอบแทนรูบี้เสมอ ส่วนรูบี้โลดโผนและมักจะพูดแทนการ์เน็ต รูบี้และการ์เน็ตเขียนจดหมายไปขอทุนที่โรงเรียน “มาร์นอค ไฮทส์” แต่มีเพียงการ์เน็ตเท่านั้นที่ได้รับทุน ในตอนแรกรูบี้รู้สึกโกรธมาก แต่วันที่การ์เน็ตจะเดินทางรูบี้ก็รู้ว่า “การ์เน็ตต่างหากที่สำคัญที่สุด” จึงหายโกรธและบอกให้การ์เน็ตใช้ชีวิตให้มีความสุข ส่วนรูบี้ก็ได้ศึกษาต่อในโรงเรียนด้านการแสดงแถวบ้าน

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 23, 2010 at 1:01 am  ความเห็น (2)  

ไอซ์

ข้าวมันไก่


ณ ริมฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งในชนบท มีร้านข้าวมันไก่อยู่ 2 ร้านตั้งคู่กัน ร้านหนึ่งเป็นของเฮียซึ่งเป็นพี่ชายของคิม รับกิจการต่อจากแม่ อีกร้านหนึ่งเป็นของอาแปะซึ่งเป็นพ่อของเจน ตอนแรกมีร้านข้าวมันไก่ของเฮียอยู่เจ้าเดียว ในร้านจึงแน่นไปด้วยผู้คน ต่อมาอาแปะจางก็มาเปิดร้านข้างๆ มีสูตรที่อร่อยมาก จนลูกค้าก็ทยอยเปลี่ยนร้านกินใหม่ โรงเรียนของคิมเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด นั่นก็คงบอกได้ว่าดีที่สุดในจังหวัด คิมนั่นห้าวอย่างผู้ชายกับเจนนั่นหล่อ เรียนเก่ง ทั้งสองคนสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ถึงมัธยมปลายจะห่างกัน แต่พี่กานต์ซึ่งคิมหลงรักนั้นสนิทกับเจน ทั้งสองคนเลยกลับสนิทกันอีกครั้งและทั้งคู่ได้พบกับน้องเพลิน ซึ่งเจนเจนต้องซ้อมควงคทาให้น้องเพลินทุกเย็น เนื่องจากเป็นคทารุ่นพี่ เจนที่หล่อเหลากับเพลินที่สวย น่ารัก ก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว โดยห้องของคิมได้เลือกตั้งเป็นประธานสี

เมื่อถึงวันกีฬาสี เพลินเป็นคทากรเดินนำขบวนพาเหรด เจนก็เป็นคนถือป้ายสี ตอนเสร็จขบวน พลก็ตั้งใจจะนำดอกกุหลาบไปให้เพลินแต่ความหวังก็ต้องสลายไปเมื่อเพลินออกมาจากห้องแต่งตัวพร้อมเอาดอกกุหลาบมาให้เจน เจนนั้นวางดอกกุหลาบลงอย่างทะนุถนอม ส่วนดอกกุหลาบของพลนั้น ตอนนี้ได้วางอยู่บนพื้นปูน ให้คนที่เดินไปเดินมาเยียบย้ำดอกกุหลาบทั้งสองดอกช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

การสอบ entrance กับการสอบปลายภาคใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อนๆในห้องอยากไปเที่ยวเขาเพื่อคลายเครียดก่อนสอบ  พอถึงวันนัดเป็นทีน่าประหลาดใจมาก เจนมาพร้อมกับเพลิน จึงเกิดการเถียงระหว่างคนในห้อง สุดท้ายก็ให้เพลินไปด้วย โดยพ่อของขวัญซึ่งเป็นหัวหน้าห้องอาสาเอารถมารับเพื่อนๆในห้องไปส่งบนภูเขา เมื่อถึงมาถึงเขาก็เย็นมากแล้ว พวกผู้หญิงพากันไปเดินเที่ยวป่า ส่วนพวกผู้ชายก็หาฝืนมาก่อกองไฟ ตอนค่ำก็ก่อกองไฟ พวกผู้ชายก็ดื่มเหล้าเมากัน พวกผู้หญิงก็พากันมานั่งดาวท้องฟ้า แต่เพลินยังคงซบไหล่เจนไม่ลุกไปไหน การเที่ยวครั้งนี้จบลงด้วยความสนุกสนาน

เมื่อคิมกลับไปก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจนเหนื่อยหลับไป แต่ก็ตื่นขึ้นด้วยเสียงเรียกของเจน คิมชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นเจนกลับมอเตอร์ไซน์คันโปรด เจนบอกว่าไปนั่งรถเล่นกันไหม คิมตกลง เจนขี่ไปจนกระทั่งออกจากตัวเมือง เมื่อผ่านทุ่งหญ้าก็แวะนั่งพัก เจนบอกคิมว่าเราอยากเป็นคนเลี้ยงวัวเหมือนลุงคนนั้นมากกว่า คิมได้แต่หัวเราะ เจนบอกว่าถ้าไปเป็นคนเลี้ยงวัวเตี่ยคงตัดพ่อตัดลูกแน่ เจนถอนหายใจ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เพราะทุกวันนี้คนมักมองว่าการเลี้ยงวัวเป็นอาชีพที่ไม่ควรทำ ขนาดครูยังสอนเด็กๆเลยว่าถ้าโง่ เรียนไม่เก่ง โตขึ้นจะต้องไปเลี้ยงวัว ทำให้ทุกคนต่างพากันไม่ชอบอาชีพเลี้ยงวัวไปกันหมด แต่ถ้าคิดดูดีๆแล้วการเลี้ยงวัวก็เป็นอาชีพสุจริตและเลี้ยงวัวก็เป็นอาหารของคน ตอนขี่กลับเจนบอกกับคิมว่าเราเป็นเพื่อนอย่างนี้ตลอดไปเถอะนะ

รุ่งขึ้นเจนไม่ได้ไปโรงเรียน น้องเพลินมาบอกคิมว่าตนท้องกับเจน คิมถึงกับเงียบไป 10 นาที ก่อนจะกำหมัดแน่น ตอนกลับบ้านคิมได้แวะไปหาเจน เมื่อพบกับเจนก็ตบหน้าเจน แล้วบอกว่าแกมันไม่ใช่ลูกชาย เจนถึงกลับหน้าซีดไปทันที คิมหันหลังกลับเดินออกไปอย่างรวดเร็ว แต่เจนคว้าไว้ทัน แล้วพูดว่าเราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ คิมว่าแกจะทำอะไรก็ได้ แต่อย่ามาหดหัวอยู่อย่างนี้ สุดท้ายเจนก็บอกอาแปะจาง อาแปะจางรู้สึกผิดหวังในตัวเจนมากและได้ตีเจนอย่างแรง ต่อมาเจนได้หายไปจากบ้านกับเพลิน คิมได้พบกับเจนอีกครั้งตอนเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์เกี่ยวกับการโฆษณาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ส่วนเจนกลับมาขายข้าวมันไก่กับเพลิน

ข้อคิด ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ที่ชีวิตของเจนต้องล้มเหลวนั้น เพราะเจนมีสติสัมปชัญญะ ซึ่งสุราทำให้เราขาดสติ แล้วทำอะไรผิดๆได้

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 22, 2010 at 1:33 pm  ให้ความเห็น  

จากัวร์

เรื่อง ไล่ตงจิ้นลูกขอทาน ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

หนังสือเล่นนี้จะเล่าถึงอัตชีวประวัติของไล่ตงจิ้น   ไล่ตงจิ้นมีพี่น้องทั้งหมด 12คน ไล่ตงจิ้นเป็นลูกคนที่ 2 มีพ่อชื่องูซื่อเป็นขอทานตาบอดและมีแม่เป็นคนปัญญาอ่อน ไล่ตงจิ้นเกิดมาในครอบครัวขอทาน เมื่อตอนที่ไล่ตงจิ้นยังเด็ก พ่อแม่และลูกอีกหลายชีวิตก็จะคอยออกขอทานไปในที่ต่างๆค่ำไหนนอนนั้นแต่ที่นอนประจำคือวัดร้างในป่าช้า ไล่ตงจิ้นจะออกไปขอทานกับพ่อทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะถ้าวันไหนไม่ออกไปขอทานก็จะไม่มีอาหารกิน บางครั้งขอทานได้มาไม่พอคนในครอบครัวก็จะอดมื้อกินมื้อ ใช้ชีวิตเพียงเพื่ออยู่ลอดไปวันๆ  ไล่ตงจิ้นใช่ชีวิตที่ลำบากแสนสาหัสมาตั้งแต่เกิดเดินขอทานทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า10กิโลจนกระทั้งอายุได้ 8 ปี ไล่ตงจิ้นได้ไปอยู่กับป้าซึ่งตาบอดเหมือนพ่อซึ่งป้าก็ฐานะยากจน ไล่ตงจิ้นจึงได้มีที่อยู่คือเป็นหลักแหล่งเล้าหมูและได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนเป็นครั้งแรก ตอนเข้าไปเรียนในโรงเรียนเพื่อนๆต่างรู้ว่าไล่ตงจิ้นเป็นลูกขอทานเพื่อนๆก็ต่างรังเกียจไม่กล้าเข้าใกล้แถมยังถูกเหยีดหยามต่างๆนาๆแต่ยังโชคดีที่มีครูคอยให้ความช่วยเหลือ ในระหว่างหลังเลิกเรียนไล่ตงติ้นก็ต้องออกไปขอทานกับพ่อทุกวัน ตอนที่ออกไปขอทานก็จะนำหนังสือและการบ้านไปทำใต้เสาไฟเสมอๆไล่ตงจิ้นเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียรอย่างมาก เป็นนักกีฬาของโรงเรียนได้รับรางวัลในการแข่งกัฬาต่างๆเยอะมากเพราะในตอนเด็กต้องเดินทางวันหละหลายสิบกิโลเพื่อไปขอทานทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ ในด้านการเรียนก็สอบได้ที่1ของสายชั้นเป็นประจำถึงแม้ว่าต้องออกไปขอทานและอ่านหนังสือตามเสาไฟข้างนอกทุกวัน ตอนจบป.6 ไล่ตงจิ้นได้เกียรติบัตด้านการเรียนและการกีฬา 80 ใบ แต่พ่อก็ไม่เคยออกปากชมเชยเลย มีแต่เพื่อนและครูเท่านั้นที่ยินดี ในช่วงมัธยมการเรียนและกีฬาก็ดีมาโดยตลอดแต่ไล่ตงจิ้นไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยแต่เรียนสายอาชีวะแทนเพราะไม่มีเงินเมื่อเรียนจบก็ได้ทำงานๆ และได้แต่งงานกับภรรยาชื่อลี่เสียซึ่งตอนนั้นฐานะในครอบครัวยังไม่ดี แต่ไล่ตงจิ้นก็พยายามทำงานทุกวันด้วยความขยันอดทนจนประสบความสำเร็จในชีวิตและได้รางวัลเยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปีของไต่หวัน

แบบย่อ หนังสือเล่นนี้จะเล่าถึงอัตชีวประวัติของไล่ตงจิ้น   ไล่ตงจิ้นมีพี่น้องทั้งหมด 12คน พ่อเป็นขอทานตาบอดและมีแม่เป็นคนปัญญาอ่อน ไล่ตงจิ้นต้องออกขอทานกับพ่อและพี่น้องทุกวันจนถึงอายุ8ปีได้มีโอกาสเข้าร.ร.ในระหว่างเรียนก็ได้ออกไปขอทานทุกวันทำการบ้านอ่านหนังสือตามเสาไฟ ไล่ตงจิ้นเป็นคนขยันหมั่นเพียรได้รางวัลทั้งด้านการเรียนและการกีฬาในชั้นประถมกว่า80ใบ  เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็มีความหมั้นเพียรขยันทำงานจนประสบความสำเร็จและได้รางวัลเยาชนยอดเยี่ยมแห่งปีของไต่หวัน

ข้อคิด   เกิดมายากดีมีจนไม่สำคัญขอให้มีความานะบากบั่นพากเพียรพยายาม อย่ายอมแพ้ต่อชะตาชีวิต แค่นี้ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 21, 2010 at 12:05 pm  ให้ความเห็น  

แพรว

บันทึกถึงเธอ…เบียทริซ

เป็นคล้ายๆ บันทึกไดอารี่ที่ผู้เขียน (สิริพันธุ์) เขียนบันทึกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอขณะที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่สิริพันธุ์กำลังนำขยะไปทิ้งหน้าบ้าน  สิริพันธุ์ก็ได้พบกับคุณยายคนหนึ่งซึ่งเธอกำลังกวักมือเรียกให้สิริพันุ์ไปช่วยทำอะไรซักอย่าง  เมื่อสิริพันธุ์เดินเข้าไปหาสิ่งที่คุณยายให้ช่วยก็เพียงแค่ช่วยแกะห่อพลาสติกให้หน่อย  นี่เป็นเพียงการพบกันครั้งแรกของทั้งสอง  แต่ในครั้งแรกนี้คนทั้งสองก็ได้คุยกันจนถูกคอ  ทำให้สิริพันทราบว่าคุณยายชื่อเบียทริซ  อายุ95ปีแล้วและอาศัยอยู๋บ้านใกล้ๆ กันนี้   ก่อนที่ทั้งสองจะจากกันเพื่อให้คุณยายได้กลับบ้านนั้น  สิริพันธุ์ได้เขียนชื่อที่อยู๋และเบอร์โทรให้คุณยายไว้ด้วย

เมื่อคุณยายกลับถึงบ้านก็โทรมาหาสิริพันเพื่อเพียงบอกว่า ตอนนี้ถึงบ้านแล้วนะ  วันนี้ดีใจมากที่พบเธอพร้อมทั้งได้อธิบายเส้นทางการมาบ้านให้สิริพันฟังและกำชับให้สิริพันมาเยี่ยมบ้าง  เมื่อสิริพันธุ์วางสายก็คิดว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมคุณยาย

วันรุ่งขึ้นสิริพันก็ได้ไปเยี่ยมคุณยายพร้อมทั้งทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลแบบไทยๆ ไปฝากคุณยายด้วย  คุณยายเห็นดังนั้นก็ดีใจมากกอดสิริพันซะแน่นเลย  ทั้งสองก็ได้พูดคุยกันอย่างสนุกเช่นเคย

ในวันหนึ่งสิริพันก็ไปเยี่ยมคุณยายอีกแต่ครั้งนี้ไม่พบคุณยาย  เจ้าหน้าที่ที่ดูแลบ้านก้อบอกว่า คุณยายป่วยกะทันหันตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล สิริพันจึงทางถามและตามไปเยี่ยมคุณยาย  การเดินทางของสิริพันค่อนข้างลำบากเพาะไม่รุจักเส้นทางของเมืองนี้สักเท่าไหร่  แต่สิริพันก้อไปถึง

เมื่อได้เจอคุณยายคุณยายดีใจมาที่สิริพันมาเยี่ยม  ทั้งสองได้คุยกานและถามไถ่สาระทุกสุกดิบกันอยู่พักใหญ่และสิริพันก็ได้ได้ให้สัญญากับคุณยายว่าจะมาเยี่ยมทุกวันอาทิตย์  หลายอาทิตผ่านไปอาการของคุณยายไปดีขึ้นคุณยายก็บอกสิริพันว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นคงต้องย้ายโรงพยาบาล

และแล้วคำพูดของคุณยายก็เป็นจริง  คุณยายต้องย้ายโรงพยาบาลจริงๆ  แต่ทั้งสองก็ไม่ขาดการติดต่อกันคุณยายและสิริพันธุ์ยังพบกันทุกๆ วันอาทิตย์เช่นเคย จนคุณยายหายดีกลับไปอยู่บ้านได้ แต่ครั้งนี้ที่กลับไปคุณยายต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชราที่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะอาการของคุณยายทรุดลงเรื่อยๆ ทำอะไรเองไม่ค่อยได้  แต่สิริพันก็ไม่ละทิ้งสัญญาที่นัดกับคุณยายทุกๆ วันอาทิตย์สิริพันธุ์ก็ยังตามสัญญาไปเยี่ยม ไปคอยดูแลและเป็นเพื่อนคุณยายเหมือนทุกๆ ครั้งเช่นเคย

แต่แล้ววันหนึ่งลูกสาวของคุณยายมาบอกให้สิริพันทราบว่า คุณยายจากเราไปแล้วพร้อมทั้งได้นำจดหมายที่คุณยายเขียนถึงสิริพันมาให้

ข้อคิด มิตรภาพเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าเค้าคนนั้นจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ก็ตาม

………………………..

จะดีแค่ไหนหากใครสักคนจะได้เจอเพื่อนใหม่วัยเก้าสิบกว่าๆ และมีเขาหรือเธอคอยพูดคุยอย่างผูกพันในช่วงสุดท้ายของชีวิต

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 21, 2010 at 3:57 am  ให้ความเห็น  

บุญ

โลกใบนี้โคจรรอบกระทะกับหม้อเหล็ก(และต้นไม้ด้วย)

ชายสองคนแต่งตัวมอมแมมสกปรกได้เดินทางเข้ามาในเมืองระเบียบที่ทุกสิ่งแวววาวเป็นระเบียบ   เมืองระเบียบไม่มีต้นไม้เลย อากาศร้อน ผู้คนอาศัยอยู่ในตึกที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ  เมื่อเข้ามาในเมืองได้ซักพัก ทั้งสองคนก็ถูกจับในข้อหาแต่งกายสกปรก ต่างจากคนอื่นๆในเมืองที่แต่งกายแบบเดียวกันและเป็นระเบียบเรียบร้อย  ทั้งสองคนถูกปรับ  ไม่มีเงินใช้ค่าปรับ จึงถูกยึดทรัพย์แทน ทั้งสองคนจึงขอเจ้าเมืองทำงานในเมืองระเบียบจนกว่าจะมีเงินใช้ค่าปรับ  ชายทั้งสองจึงตั้งร้านอาหารที่ชื่อว่า “อร่อยจัง” ขึ้นมา

ร้านอร่อยจังทำให้ชาวเมืองที่กินแต่บะหมี่ถ้วยปฎิเสธไม่กินบะหมี่ถ้วยอีกต่อไป หันมากินอาหารที่ร้านอร่อยจังแทน  แต่วันหนึ่งร้านอร่อยจังก็ต้องปิดตัวลงเพราะเครื่องปรุงหมด เจ้าเมืองจึงยอมแก้ไขกฎหมายห้ามปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อให้ชายทั้งสองได้ปลูกต้นไม้เพื่อสกัดเอาเครื่องปรุงได้

เมื่อฤดูฝนมาถึง เจ้าหญิงจากเมืองอุทัยก็ได้มาเยือนเมืองระเบียบ  ศิลปินประจำเมืองได้นำต้นไม้มาตกแต่งเมืองสร้างความประทับในให้เจ้าหญิงอย่างมาก  เวลานั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ต้นเสียงเพลง ต้นไม้ที่ชายทั้งสองนำเข้ามาปลูกในเมืองระเบียบออกดอก  ชายทั้งสองจึงนำมาทอดแจกชาวเมืองเกิดเป็นเทศกาลขึ้นมา

เมื่อสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้แล้ว ชายทั้งสองจึงออกจากเมืองไปเงียบๆ  เมืองระเบียบได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก จากเมืองที่ไม่มีต้นไม้  ผู้คนหมกตัวอยู่ในอาคาร ก็กลายเป็นเมืองที่มีสีเขียว บรรยากาศร่มรื่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมา

ข้อคิด มนุษย์ไม่ได้มีความสุขกับหน้าที่การงานและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว  ความสุขของมนุษย์อยู่กับการผ่อนคลายและธรรมชาติที่ร่มรื่น

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 21, 2010 at 3:57 am  ให้ความเห็น  

ออม

The last lecture

เป็นเรื่องของแรนดี เพาซ์ นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน  เคยทำงานให้ google  และ เป็นนักจินตนาการสร้างสารรค์ของWalt disney จะเล่าแค่2ตอนจากทั้งหมด 60กว่าตอนนะ

ตอนที่ 1: เทน้ำอัดลมลงเบาะหลังรถ

แรนดีขับรถโฟล์คเปิดประทุนคาบริโอรุ่นใหม่เฉียบออกมารับ คริสและลอรา อายุประมาณ9ขวบ เป็นลูกของพี่สาวของแรนดี   พี่สาวก็สั่งเด็กๆว่า “ระวังรถของน้าแรนดีให้ดีนะ  อย่าทำอะไรพังล่ะ อย่าทำรถสกปรก”  ขณะนั้นแรนดีก็คิดว่านั่นเป็นวิธีที่เตรียมให้เด็กประสบความล้มเหลวชัดๆ  เพราะเด็กน่ะไม่ทำเปื้อนไม่ได้หรอก   แรนดี ก็จัดการทำให้เรื่องมันง่ายลงโดยการเทน้ำอัดลมลงบนเบาะหลังรถของตัวเอง  คริสและลอราตาค้าง  และในวันสุดสัปดาห์คริสเป็นหวัดและอ้วกเลอะเบาะหลังรถ  เขาไม่รู้สึกผิด เพราะได้เห็นน้าแรนดีได้ประเดิมในการทำรถเปื้อนไปแล้ว   แรนดีแค่ต้องการจะสอนว่าหลานๆว่า “คนสำคัญกว่าสิ่งของ”

ตอนที่ 2 : ไม่มีงานไหนต่ำต้อยจนเกินไป

นศ.จบใหม่มีความคิดว่าพวกเขาจะต้องได้รับการว่าจ้าง เพราะมีความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม  หลายคนมักไม่พอใจที่ต้องเริ่มงานจากระดับล่าง   คำแนะนำของแรนดี คือ “คุณควรรู้สึกลิงโลดที่ได้งานในห้องจดหมายและพอเริ่มงานที่นั่น  สิ่งที่คุณควรทำก็คือ  คัดแยกจดหมายให้เก่งไปเลย”  ไม่ควรมีงานไหนต่ำต้อยเกินไปสำหรับคุณ และถ้าคุณไม่สามารถ (หรือไม่ยอม) แยกประเภทจดหมาย  จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคุณจะทำเรื่องอื่นๆได้

แรนดีได้ไปทำงานพวนดินที่ไร่สตรอเบอร์รี่ เขาบ่นให้พ่อฟังว่า งานนี้ต่ำเกินไปสำหรับเขา

พ่อได้บอกว่า “งานที่ต้องลงแรงทำเองไม่ต่ำเกินไปสำหรับใครทั้งนั้น ท่านจะยินดีให้แรนดีเป็นคนขุดแปลงที่เก่งที่สุดในโลก แทนที่จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบคนนั่งโต๊ะชั้นสูงที่หลงตัวเองไปวันๆ”  เขากลับไปที่ไร่และพรวนดินให้นักขึ้นอีกหน่อย

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 21, 2010 at 3:56 am  ให้ความเห็น  

แบงค์

เรื่อง พลังวิเศษของลักกี้ (แบงค์)

ความว่า : มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่าลักกี้ เธอเป็นเด็กกำพร้า ที่แม่เธอตายจากการถูกไฟฟ้าดูด ในวันที่มีพายุเข้าแม่เธอได้เดินออกไปเท้าเปล่าทำให้ประสบอุบัติเหตุตาย หลังจากแม่ของเธอตาย พ่อของเธอ ก็ได้โทรบอกภรรยาคนแรกของพ่อเธอว่าให้มาดูแลลักกี้แทนเขาที แล้วพ่อของเธอก็จากไป โดยจะส่งเงินเป็นเช็คมาให้เธอทุกเดือน โดยเมืองที่ลักกี้อาศัยอยู่นั้น มีชื่อว่า ฮาร์ดแพน โดยภรรยาคนแรกของพ่อเธอ ที่มาดูแลมีชื่อว่า บริจิตต์ เธอมาจากฝรั่งเศส เพื่อมาดูแลลักกี้ โดย บริจิตต์ จะได้มีการติดต่อกับแม่ของเธอที่ฝรั่งเศสอยู่ตลอด ลักกี้ คิดว่าบริจิตต์ คงจะคิดถึงเธอบ้านเธอที่ ฝรั่งเศสมาก และกลัวว่า บริจิตต์จะทิ้งเธอกลับไปอยู่ฝรั่งเศส  จนวันหนึ่งลักกี้

เห็น บริจิตต์เตรียมกระเป๋าเดินทาง โดยในนั้นมีพาสปอร์ต อยู่ทำให้ลักกี้คิดว่า บริจิตต์ต้องทิ้งเธอไปแน่ๆ ลักกี้จึงได้คิดแผนขึ้นมา นั่นก็คือการหนีออกจากบ้าน หลังจากนั้นลักกี้ ก็ได้หนีออกจากบ้าน สักพัก บริจิตต์ และคนในฮาร์ดแพน ก็ได้ตามหาลักกี้จนเจอ และบริจิตต์ ก็ได้เล่าความจริงว่าไม่ได้จะกลับฝรั่งเศส แต่เตรียมเอกสารเพื่อจะอยู่ที่อเมริกาต่อ และจะรับลักกี้เป็นบุตรบุญธรรม นั่นเอง หลังจากนั้น บริจิตต์ก็ได้เปิดร้านอาหารฝรั่งเศส อยู่ที่ฮาร์ดแพน และอยู่ดูแลลักกี้ต่อไป  ด

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 20, 2010 at 9:06 am  ให้ความเห็น  

เต้ย

เรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ

เป็นการรวมนิทานเรื่องสั้นจำนวน 8 เรื่องมาประติบประต่อเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่ออ่านแล้วมันมีความสัมพันธ์กันทั้งเรื่อง  ผมจะยกตัวอย่างสักหนึ่งเรื่อง

มีนก 2 ตัว ซึ่งเป็นสามี – ภรรยากัน ตัวผู้ ชื่อ บินหา และ ตัวเมีย ชื่อ บินหลาย นกทั้ง 2 ตัวรักกันและอยู่ด้วยกัน จนได้ให้กำเนิดลูกนกขึ้น ในขณะที่ลูกนกยังอยู่ในไข่นั้น ทั้งคู่ได้ดูแลลูกนกเป็นอย่างดี นกบินหลายนั้นรู้สึกอิจฉามนุษย์ที่มนุษย์นั้นมีสายสะดือเพื่อสื่อสาร และสั่งสอนลูกของพวกเขาได้ แต่แล้วเธอก็ได้ค้นพบสิ่งที่สามารถทำให้เธอสามารถสื่อสารกับลูกนกที่อยู่ในไข่ได้ นั่นก็คือ นิทาน นกบินหลายจึงได้เริ่มเล่าให้นิทานให้ลูกของเธอได้ฟัง

รวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ ได้นำโลกของจินตนาการมาผสานกับความเป็นจริง โดยใช้รูปแบบนิทานในการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ประสบการณ์ทางอารมณ์ การเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค การแสวงหาความหมายและความสุขของชีวิต ผู้อ่านจะได้รู้ว่าในโลกของความจริง โลกนั้นมีหลากหลายทางเลือกที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและพอดี

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 20, 2010 at 9:01 am  ให้ความเห็น  

วุฒิ

ออซ พ่อมดมรกตนคร
เรื่องราวการผจญภัยของสี่สหาย โดโรธี หุ่นไล่กา หุ่นตัดฟืนดีบุก และสิงโตขี้ขลาด โดโรธีเด็กหญิงตัวน้อยถูกลมพายุไซโคลนพัดมาไกลจากบ้าน เธอต้องการกลับไปอยู่กับครอบครัว หุ่นไล่กา อยากมีสมองจะได้รู้จักคิด หุ่นตัดฟืนดีบุกอยากมีหัวใจที่อ่อนโยนและเอื้ออาทร สิงโต ต้องการความกล้าหาญ ซึ่งทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการมีในตัวหมดแล้ว พวกเขาต้องการแค่ความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น พวกเขาได้ไปหาออซเพื่อช่วยให้พวกเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยออซขอให้ไปกำจัดแม่มดที่ชั่วร้ายเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อทำสำเร็จออซกลับไม่สามารถให้ในสิ่งที่โดโรธีต้องการได้ เธอจึงได้เิดินทางไปหาแม่มดใจดีซึ่งสามารถช่วยเธอกับถึงบ้านในที่สุด
เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 20, 2010 at 8:57 am  ให้ความเห็น  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.